คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 778/2552

 แหล่งที่มา: สำนักวิชาการ
 เผยแพร่เมื่อ: 7 ส.ค. 2555 10:07:09

คำพิพากษาย่อสั้น

ตามคำฟ้องโจทก์ที่ขอให้บังคับจำเลยรับผิดชดใช้เงินคืนแก่ผู้บริโภคพร้อมดอกเบี้ยนับแต่วันที่รับเงินงวดสุดท้าย แม้จะบรรยายฟ้องรวมกันมา แต่ตามเอกสารท้ายคำฟ้องซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของคำฟ้องและมีรายละเอียดชื่อผู้บริโภค จำนวนเงินที่ได้ชำระแล้ว วันรับเงินงวดสุดท้าย จำนวนวันที่ผิดนัดถึงวันฟ้อง จำนวนเงินดอกเบี้ยและจำนวนเงินที่จำเลยต้องชำระคืนผู้บริโภคแต่ละรายปรากฏอยู่แล้ว เมื่อคำฟ้องของโจทก์ได้แสดงโดยแจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหาของโจทก์ คือจำเลยได้รับเงินผ่อนชำระไปจากผู้บริโภคคนใด จำนวนเท่าใด เมื่อใด และจำเลยผิดนัดไม่ชำระหนี้แล้วกับคำขอบังคับให้จำเลยชำระหนี้ทั้งข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาเช่นว่านั้น คำฟ้องของโจทก์จึงชอบด้วยกฎหมาย ไม่เคลือบคลุมแต่อย่างใด
โจทก์ฟ้องและนำสืบว่า จำเลยไม่ได้ดำเนินการปลูกสร้างทาวน์เฮาส์และจัดทำสาธารณูปโภคตามสัญญา ทั้งไม่ได้ขอแบ่งแยกโฉนดที่ดินออกเป็นแปลงเล็กเพื่อดำเนินการโอนให้แก่ผู้บริโภคทั้งสองราย จึงถือว่าจำเลยผิดสัญญา จำเลยต่อสู้ว่าจำเลยมีหนังสือแจ้งให้ ว. และ ศ. ไปรับโอนแต่ ว. และ ศ. เพิกเฉย และหนังสือบอกล่าวที่โจทก์แจ้งให้จำเลยทราบมีถึงจำเลยหลังจากจำเลยมีหนังสือบอกเลิกสัญญาแล้ว เมื่คำให้การไม่ได้ปฏิเสธเรื่องที่โจทก์อ้างว่า จำเลยยังไม่ได้ปลูกสร้างทาวน์เฮาส์ จัดทำสาธารณูปโภค และไม่ได้ขอแบ่งแยกโฉนดที่ดินออกเป็นแปลงเล็กจึงต้องถือว่าจำเลยยังไม่ได้ดำเนินการในเรื่องดังกล่าวจริง ดังนี้จำเลยไม่อยู่ในฐานะที่จะชำระหนี้ได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 211 จำเลยย่อมไม่มีสิทธิเรียกร้องให้ผู้บริโภคทั้งสองรายรับโอนกรรมสิทธิ์ การที่ ว. และ ศ. ไม่ติดต่อนัดหมายกับจำเลยเพื่อกำหนดวันนัดโอนกรรมสิทธ์ยังถือไม่ได้ว่า ว. และ ศ. ผิดสัญญา นอกจากนั้นสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างเป็นสัญญาต่างตอบแทน จำเลยจึงมีหนี้ที่จะต้องชำระตอบแทนแก่ผู้บริโภคทั้งสองรายคือ ปลูกสร้างทาวน์เฮาส์ จัดทำสาธารณูปโภค โอนกรรมสิทธิ์ที่ดินและแม้สัญญาจะไม่มีกำหนดระยะเวลาก่อสร้างแล้วเสร็จไว้ก็ตาม แต่ก็เป็นที่เห็นได้ว่าจำเลยจะต้องดำเนินการก่อสร้างทาวน์เฮาส์ และสาธารณูปโภคในที่ดินให้แก่ผู้บริโภคทั้งสองรายตามสัญญาให้แล้วเสร็จสมบูรณ์พร้อมโอนกรรมสิทธิ์ในเวลาอันสมควร เมื่อปรากฏว่า ว. และ ศ. ได้ชำระเงินตามสัญญา คงเหลือเงินเพียงงวดสุดท้ายที่จะต้องชำระให้จำเลยในวันโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินตามสัญญาจะซื้อจะขายดังกล่าวแต่จำเลยกลับให้เวลาล่วงผ่านไปเนิ่นนานโดยมิได้ปฏิบัติการโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างให้แก่ผู้บริโภคทั้งสองรายตามสัญญา ซึ่งเมื่อนับจากวันที่ทำสัญญาจนถึงวันที่จำเลยบอกกล่าวให้ผู้บริโภคทั้งสองรายติดต่อจำเลยเพื่อกำหนดวันโอนกรรมสิทธิ์เป็นเวลาประมาณ 5 ปี ถึง 7 ปี ทั้งที่จำเลยรับเงินที่ผู้บริโภคทั้งสองรายผ่อนชำระตามสัญญาเป็นเวลาประมาณ 5 ปี ถึง 7 ปี แล้ว แต่จำเลยไม่ได้ปฏิบัติการชำระหนี้ตามสัญญาโดยยังก่อสร้างทาวน์เฮาส์ และสร้างสาธารณูปโภคตลอดจนดำเนินการแบ่งแยกโฉนดที่ดินให้แก่ผู้บริโภคทั้งสองรายไม่เสร็จ กรณีเช่นนี้ถือว่าจำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญาจะซื้อจะขาย เมื่อผู้บริโภคทั้งสองรายมาร้องเรียนต่อโจทก์จึงเป็นเหตุให้โจทก์มีสิทธิบอกเลิกสัญญาแก่จำเลยได้ เมื่อโจทก์บอกเลิกสัญญาแก่จำเลยแล้ว ผู้บริโภคทั้งสองรายและจำเลยต้องกลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิมตาม ป.พ.พ. มาตรา 391 วรรคหนึ่ง โจทก์จึงมีสิทธิเรียกให้จำเลยคืนเงินที่ผู้บริโภคทั้งสองรายได้ชำระไปแล้วพร้อมดอกเบี้ยให้แก่ผู้บริโภคทั้งสองรายนับแต่เวลาที่ได้รับไว้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 391 วรรคหนึ่งและวรรคสอง
 
 

กฎหมายที่เกี่ยวข้อง

  • ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 172
  • ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 391
  • ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 211

ผู้พิพากษา

เฉลิมชัย ตันตยานนท์
วีระศักดิ์ รุ่งรัตน์
อร่าม แย้มสอาด
 
 

แอปพลิเคชั่นค้นหาคำพิพากษาศาลฎีกา

ค้นหาฎีกา (Easy Deka) for iOS ค้นหาฎีกา (Easy Deka) for Android